ขยัน(Diligent)
ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อดทน ความขยัน ต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญา แก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย
ผู้ที่มีความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควรเป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง
พุทธศาสนสุภาษิต ความขยัน ความเพียร
พุทธศาสนสุภาษิต คำแปล
1 ขโณ โว มา อุปจฺจคา อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
2 หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ คนที่ผลัดวันว่าพรุ่งนี้ ย่อมเสื่อม ยิ่งผลัดว่ามะรืนนี้ ก็ยิ่งเสื่อม
3 กาลคตญฺจ น หาเปติ อตฺถํ คนขยัน พึงไม่ให้ประโยชน์ที่มาถึงแล้วผ่านไปโดยเปล่า
4 โภคา สนฺนิตยํ ยนฺติ วมฺมิโกวูปจียติ ค่อยๆ เก็บรวบรวมทรัพย์ ดังปลวกก่อจอมปลวก
5 อตีตํ นานฺวาคเมยฺนย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ อย่ารำพึงถึงความหลัง อย่ามัวหวังถึงอนาคต
6 อโหรตฺตมตนฺทิตํ ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ คนขยันทั้งคืนทั้งวัน จักไม่ซึมเซา เรียกว่าแต่ละวันมีแต่นำโชค
7 อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ตุริตาภินิปาตินํ ตานิ กมฺมานิ ตปฺเปนฺติ อุณฺหํ วชฺโฌหิตํ มุเข ผู้ที่ทำการงานลวกๆ โดยมิได้พิจารณาใคร่ครวญให้ดี เอาแต่รีบร้อนพรวดพราดจะให้เสร็จ การงานเหล่านั้น ก็จะก่อความเดือดร้อนให้ เหมือนตักอาหารที่ยังร้อนใส่ปาก
8 อชฺช สุวติ ปุริโส สทตฺทํ นาวพุชฺฌติ โอวชฺชมาโน กุปฺปติ เสยฺยโส อติมญฺญติ ฯลฯ คนที่ไม่รู้จักประโยชน์ตนว่า อะไรควรทำวันนี้ อะไรควรทำพรุ่งนี้ ใครตักเตือนก็โกรธ เย่อหยิ่ง ถือดีว่า ฉันเก่ง ฉันดี คนอย่างนี้ เป็นที่ชอบใจของ กาฬกิณี
9 โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา วิริยารมฺภญฺจ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านว่าเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรว่าเป็นความปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด นี้เป็น พุทธานุศาสนี
10 หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา อุปฺปนฺนจฺฉนฺทํ โก ปนุเทยฺย ธีโร มัวรำพึงถึงความหลัง ก็มีแต่จะหดหาย มัวหวังวันข้างหน้า ก็มีแต่จะละลาย อันใดยังไม่มาถึง อันนั้นก็ยังไม่มี รู้อย่างนี้แล้ว เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า
********************
ประหยัด(Economize)
ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควรพอประมาณ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ
ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้คิด
ก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ
ส า ร ะ ที่ ค ว ร ก ล่ า ว ถึ ง เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม ป ร ะ ห ยั ด
๑. ไม่จำเป็นก็จ่ายเรียกว่าสุรุ่ยสุร่าย จำเป็นก็ไม่จ่ายเรียกว่า ขี้เหนียว สองอย่างนี้ล้วนไม่ถูกต้อง ที่ถูกควรเดินสายกลาง คือไม่จำเป็นก็ไม่จ่าย จำเป็นก็จ่าย ซึ่งเรียกว่าประหยัด
๒. คนที่มีรายได้มาก หากไม่รู้จักประหยัด มีมากใช้มาก รายเหลือก็น้อย บางครั้งถึงกับติดลบ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะร่ำรวยได้ ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า รายได้ไม่สำคัญเท่ารายเหลือ
๓. คนที่ยากจนมักจะไม่ประหยัด เริ่มจากไม่ประหยัดเวลา กล่าวคือ เกียจคร้านไม่ขยันทำการงาน เมื่อหาเงินมาได้บ้างก็ไม่ ประหยัดเงิน ใช้เงินไม่เป็น ที่ไม่สมควรจะจ่ายก็จ่าย ที่สมควรจะจ่าย ก็ไม่จ่าย ศ.บุ๊กเก้อร์ ที. วอชิงตัน ชาวอเมริกันนิโกร ได้เล่าถึงความเป็นอยู่ของชาวนิโกรสมัยหลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา
*******************
ซื่อสัตย์(Honesty)
ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรงไม่เอนเอียงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ
ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง
พุทธศาสนสุภาษิต ความซื่อสัตย์
1 ความอยาก ละได้ยากในโลก
2 ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากาม ย่อมไม่มี
3 ความอยาก ย่อมชักพาคนไปต่าง ๆ
4 ความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง เป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย
5 คนโลภไม่รู้ทันว่าความโลภนั้น เป็นภัยที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง
6 ท่านที่ตัดความอยากเสียได้ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้
7 ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย
8 ผู้โลภย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภย่อมไม่เห็นธรรม
******************
มีวินัย(Discipline)
มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม
ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฏ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ
วิ นั ย คื อ อ ะ ไ ร ?
วินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ สำหรับควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผน อันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน วินัยช่วยให้คนในสังคมห่างไกลจากความชั่วทั้งหลาย การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เหล่า ถ้าขาดระเบียบวินัย ต่างคนต่างทำตามอำเภอใจ ความขัดแย้งและลักลั่นก็จะเกิดขึ้น ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากเรื่อง ไม่มีความสงบสุข การงานที่ทำก็จะเสียผล ดอกไม้จำนวนมากที่วางไว้รวมกัน หากวางอยู่ระเกะระกะกระจัดกระจาย ก็จะด้อยค่าลง ทั้งยังทำให้รกรุงรังอีกด้วย แต่เมื่อเรานำดอกไม้เหล่านี้มาร้อยรวมเข้าด้วยกันด้วยเส้นด้าย ดอกไม้เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นพวงมาลัยอันงดงาม เหมาะที่จะนำไปประดับตกแต่งให้เจริญตาเจริญใจ ถ้าประชาชนแต่ละคน เป็นเสมือนดอกไม้แต่ละดอก เส้นด้ายที่ใช้ร้อยดอกไม้ ให้รวมกันอยู่อย่างมีระเบียบงดงามนั้น ก็เปรียบเสมือนวินัย วินัยจึงเป็นสิ่งที่ใช้ควบคุมคน ให้คนเราใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ถูกที่ควร คือทำให้เป็นคน “ฉลาดใช้” นั่นเอง
ช นิ ด ข อ ง วิ นั ย
คนเรามีส่วนประกอบสำคัญอยู่ ๒ อย่าง คือร่างกายกับจิตใจ ร่างกาย ของเราขึ้นอยู่กับระบบโลก ต้องพึ่งโลก ร่างกายจึงจะเจริญ จิตใจ ของเราขึ้นอยู่กับระบบธรรม ต้องพึ่งธรรม จิตใจจึงจะเจริญ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจเจริญทั้ง ๒ ทาง เราจึงต้องดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกันทั้ง ๒ ด้านด้วย ผู้ที่ฉลาดรู้ ก็ต้องศึกษาให้รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้ที่ฉลาดทำ ก็ต้องทำให้เป็นให้ถูกต้อง ทั้งทางโลกและทางธรรม เช่นกัน ผู้ที่ฉลาดใช้ ก็ต้องมีวินัยทางโลกและวินัยทางธรรมคอยช่วยกำกับความรู้และความสามารถเอาไว้
วินัยทางโลก
หมายถึง ระเบียบสำหรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่ง เป็นข้อตกลงของคนในสังคมนั้น ที่จะให้ทำ หรือไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งบางครั้ง เราเรียกชื่อแยกแยะออกไปหลายอย่าง เช่นกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ข้อบังคับ ระเบียบ ธรรมเนียม ประเพณี คำสั่ง ประกาศ กติกา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้รวมเรียกว่าวินัยทางโลกทั้งสิ้น
วิ นั ย ท า ง ธ ร ร ม เนื่องจากเราชาวพุทธมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ดังนั้นวินัยทางพระพุทธศาสนาจึงมี ๒ ประเภท คือ
๑. อนาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ออกบวช ได้แก่ วินัยของพระภิกษุ สามเณร
๒. อาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ครองเรือน ได้แก่ วินัยของชาวพุทธชายหญิงทั่วๆ ไป
พ ร ะ คุ ณ ข อ ง พ่ อ แ ม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำและให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด
ยังมีผู้อุปมาไว้ว่า หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษ ยอดเขาพระสุเมรุ แทนปากกา น้ำในมหาสมุทรแทนหมึก เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่ จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร ภูเขาสึกกร่อนจนหมด น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้ง ก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด
*****************
สุภาพ(Gentle)
สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ
ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย
พุทธศาสนสุภาษิต ความสุภาพ
พุทธศาสนสุภาษิต คำแปล
1 สุภาสิตา จ ยา วาจา การกล่าววาจาสุภาษิต เป็นมงคลของชีวิต
2 หทยสฺส สทิสี วาจา คนดี วาจาเป็นเช่นเดียวกับใจ
3 สมชีวิตา โหติ การเป็นอยู่แต่พอดี มีแต่ประโยชน์
4 ปิโย จ ครุ ภาวนีโย การเป็นที่รักและที่เคารพ เป็นคุณธรรมของครู
5 โอตฺตปฺปิยํ ธนํ โหติ ความเกรงกลัวต่อบาปเป็นทรัพย์อันประเสริฐ
6 น หึเส ปรํ อตฺตกาโม ผู้ที่รักตน ก็ไม่ควรเบียดเบียนคนอื่น
7 อารกฺสมฺปทา โหติ การรู้จักรักษา มีแต่เกิดประโยชน์
8 กร ปุญญมโหรตฺต ควรทำแต่ความดี ให้เป็นนิจ
9 กิจฺจกโร สิยา นโร จ มชฺเช ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนและไม่ควรประมาท
10 ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาต ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำสุขมาให้
*****************
สะอาด(Clean)
สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
ผู้ที่มีความสะอาด คือ ผู้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัยสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว จึงมีความแจ่มใสอยู่เสมอ
สะอาด
การทำความสละสลวยแก่วัตถุทั้งภายในและภายนอก ชื่อว่าความทำวัตถุให้สละสลวย. ก็ในกาลใด ผม เล็บ และขนของกุลบุตรนั้นยาวหรือสรีระมีโทษหมักหมกและมอมแมมด้วยมลทินเหงื่อไคล ในกาลนั้น วัตถุภายในไม่สละสลวย ไม่หมดจด. อนึ่ง ในกาลใด จีวรเก่า สกปรก มีกลิ่นเหม็นสาบหรือเสนาสนะรกรุงรัง ในกาลนั้น วัตถุภายนอกไม่สละสลวย ไม่สะอาดเพราะฉะนั้น ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวย ด้วยการโกนผมเป็นต้นด้วยการทำร่างกายให้เบาด้วยการขับถ่ายทิ้งเบื้องบนและเบื้องล่างเป็นต้นและด้วยการอบและอาบ. พึงทำวัตถุภายนอกให้สละสลวย ด้วยการเย็บการซัก การย้อม และการประพรมเป็นต้น. ก็แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นในวัตถุภายในและภายนอกที่ไม่สละสลวยนั้นนี้แล ก็พลอยเป็นญาณไม่บริสุทธิ์ไปด้วย เปรียบเหมือนแสงสว่างของเปลวประทีปที่อาศัยโคมประทีป ไส้และน้ำมันเป็นต้นที่ไม่สะอาดเกิดขึ้นฉะนั้น. ก็แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดในวัตถุทั้งภายในและภายนอกอันสละสลวย ก็เป็นญาณชัดแจ้ง เหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่อาศัยโคมประทีป ไส้และน้ำมันเป็นต้นที่สะอาดเกิดขึ้นฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กระทำวัตถุให้สละสลวย ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
********************
สามัคคี(Unite)
สามัคคีสามัคคี คือความพร้อมเพียงกันความกลมเกลียวกันความปรองดองกันร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุ ผลตามที่ต้องการเกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์
ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
พุทธศาสนสุภาษิต ความสามัคคี
พุทธศาสนสุภาษิต คำแปล
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สามัคคีของหมู่ทำให้เกิดสุข
สมคฺคา สขิลา โหถ จงสามัคคีมีน้ำใจต่อกัน
สมคฺคานํ ตโป สุโข ความเพียรของหมู่ชน ผู้พร้อมเพรียงกันทำให้ เกิดสุข
สูกเรหิ สมคฺเคหิ พฺยคฺโฆ เอกายเน หโต สุกรทั้งหลายพร้อมเพรียงกันยังฆ่าเสื้อโคร่งได้ เพราะใจรวมเป็นอันเดียว